ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เราจะติดตามพระเจ้าได้อย่างไร? พระเจ้าทรงต้องการให้เราดำเนินชีวิตอย่างไร?

Woman reading bible

ตลอดชีวิตของเรา เมื่ออายุมากขึ้น เรามักจะคิดถึงเรื่องที่ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ถูกต้อง จะประพฤติตนอย่างไรให้เหมาะสม จะแสวงหาความสุขและความหมายที่แท้จริงของชีวิตได้จากที่ใด เราไม่พบความอิ่มใจทั้งในการซื้อของราคาแพงหรือในความสำเร็จของเรา ...

เราเคยได้ยินว่าพระเยซู ทรงช่วยชีวิตของเราให้รอดแต่แค่นั้นเพียงพอหรือไม่ หรือที่จริงแล้วเราเองก็ต้องทำอะไรบางอย่างด้วย?

พระคัมภีร์ไบเบิลบรรยายถึงการเดินทางของผู้คนแต่ละคนและของชนชาติต่าง ๆ ตั้งแต่ปฐมกาล และช่วยให้เราเห็นภาพได้ค่อนข้างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร ทำไมพระองค์จึงทรงสร้างเรา และพระองค์ทรงคาดหวังอะไรจากเรา แต่เรามาเริ่มกันตั้งแต่ต้นเถิด

ลองมาดูพระบัญญัติสิบประการจากพันธสัญญาเดิม ซึ่งพระเจ้าประทานแก่เราผ่านทางโมเสส พระบัญญัติสิบประการถูกประทานแก่มนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อน เป็นข้อความที่สั้นและเรียบง่าย และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่อยากรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการอะไรจากเรา

  1. อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา
  2. อย่ากราบไหว้รูปเคารพของสิ่งใด ๆ...
  3. อย่าออกพระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร
  4. จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์
  5. จงนับถือบิดามารดาของเจ้า
  6. อย่าฆ่าคน
  7. อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
  8. อย่าลักทรัพย์
  9. อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน
  10. จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

 

ก่อนที่เราจะลงรายละเอียดของพระบัญญัติแต่ละข้อ ลองมาดูข้อเขียนในยุคหลังกว่านั้น เพื่อฟังพระดำรัสเกี่ยวกับพระบัญญัติเหล่านี้จากพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าเที่ยงแท้

"อาจารย์เจ้าข้า ในพระราชบัญญัตินั้น พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด" พระเยซูทรงตอบเขาว่า "`จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า' นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่และข้อต้น ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ `จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' พระราชบัญญัติและคำพยากรณ์ทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้"
( มัทธิว 22:36-40 )

ตามที่พระเยซูตรัส รากฐานของพระบัญญัติทั้งหมดที่เรากำลังจะพิจารณานี้คือความรักและความห่วงใยต่อผู้อื่น

1. อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา หรือ จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของท่าน

ตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์สร้างพระต่าง ๆ ขึ้นจากเงิน ทองคำ ไม้ และดินเหนียว แล้วนมัสการพระเหล่านั้นด้วยพิธีกรรมที่ซับซ้อน ถวายสัตว์และมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องบูชา ซึ่งหลายครั้งเป็นทารกแรกเกิด… ในยุคปัจจุบัน พระหรือรูปเคารพที่พบมากที่สุดคือความมั่งคั่งและอำนาจ เพื่อรับใช้รูปเคารพเหล่านี้ เราคิดแต่เพียงว่าจะได้เงินหรืออำนาจมากขึ้นอย่างไร ทั้งที่เรามีมากพออยู่แล้ว เราหันหลังให้กับการช่วยเหลือผู้อื่น สูญเสียความเมตตาต่อเพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน และผู้ที่ขัดสน แต่เราควรให้พระเจ้ามาเป็นอันดับแรก ให้ความรักมาเป็นอันดับแรก

ผู้ใดที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเราก็ไม่สมกับเรา และผู้ใดรักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา ผู้นั้นก็ไม่สมกับเรา และผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป ผู้นั้นก็ไม่สมกับเรา ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนรอดจะกลับเสียชีวิต แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้ชีวิตรอด
( มัทธิว 10:37-39 )

การรักพระเจ้าและให้พระองค์มาเป็นอันดับแรกหมายความว่าอย่างไร? ถ้าเราไม่เห็นพระเจ้าในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ยินพระองค์ เราจะรักพระองค์ได้อย่างไร? เราจะพบพระเจ้าได้ที่ไหน?

การเข้าใจพระเจ้าของเราจากพันธสัญญาเดิมอาจยากกว่า เพราะความห่วงใยที่พระองค์มีต่อเรามักถูกมองว่าเป็นเพียงกฎข้อห้ามที่เคร่งครัดและไร้ความหมาย แต่พระเยซูเสด็จลงมายังโลกเพื่อสำแดงให้เราเห็นภาพที่แท้จริงของพระบิดาของเรา คือพระเจ้าของเรา

ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเราแล้ว ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย และตั้งแต่นี้ไปท่านก็รู้จักพระองค์และได้เห็นพระองค์"
( ยอห์น 14:7 )

ดังนั้น เพื่อจะเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร เราจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ เรื่องราวของพระองค์ และพระประวัติของพระองค์ในพันธสัญญาใหม่

การรักพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร?

ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา จงประพฤติตามบัญญัติของเรา
( ยอห์น 14:15 )

และพระเยซูเองก็ทรงทำเช่นเดียวกัน เพื่อสำแดงให้โลกเห็นว่าพระองค์ทรงรักพระบิดา พระองค์จึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพราะพระบิดาทรงขอให้พระองค์ทำเช่นนั้น

แต่เราได้กระทำตามที่พระบิดาได้ทรงบัญชาเรา เพื่อโลกจะได้รู้ว่าเรารักพระบิดา จงลุกขึ้น ให้เราทั้งหลายไปกันเถิด"
( ยอห์น 14:31 )

ให้เราแสดงความรักต่อพระเยซู ผู้เสด็จลงมาเป็นผู้แทนของพระเจ้าบนโลก ให้เราศึกษาพระราชกิจของพระองค์เพื่อเข้าใจความหมายที่แท้จริงของความรัก และผลของความรักเช่นนั้นก็คือการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์

ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า
( 1 ยอห์น 4:7 )

2. อย่ากราบไหว้รูปเคารพของสิ่งใด ๆ

อย่าทำรูปเคารพสลักสำหรับตนเป็นรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือซึ่งมีอยู่ที่แผ่นดินเบื้องล่าง หรือซึ่งมีอยู่ในน้ำใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าเป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษเพราะความชั่วช้าของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชังเราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน แต่แสดงความเมตตาต่อคนที่รักเรา และปฏิบัติตามบัญญัติของเรา จนถึงพันชั่วอายุคน
( หนังสืออพยพ 20:4-6 )

เป็นเรื่องยากมากที่จะต้านทานการล่อลวงให้นมัสการสิ่งที่เรามองเห็นได้ด้วยตาของเราเอง นอกจากการสร้างรูปเคารพแล้ว เรายังชอบกราบไหว้รูปภาพของนักบุญ จูบภาพวาดของพระเยซูคริสต์และมารีย์มารดาของพระองค์ และสิ่งนั้นนำเราไปสู่ความเข้าใจผิดว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร… พระเจ้าของเราไม่ใช่ภาพในโบสถ์ที่อาจถูกไฟไหม้หรือถูกขโมยไปได้ พระเจ้าไม่ใช่พระคัมภีร์ไบเบิล หรือคัมภีร์โตราห์ หรือคัมภีร์อัลกุรอาน หรือหนังสือหรือคัมภีร์เล่มใด ๆ

ถ้าเราฝากความรัก ความเชื่อ และความหวังของเราไว้กับรูปเคารพของสิ่งใด เมื่อรูปนั้นหายไป ความหวังของเราก็จะดับไปด้วย เราลืมไปว่าไม่เคยมีใครเห็นพระเจ้าเลย ไม่มีใครรู้ว่าพระเยซูคริสต์มีรูปลักษณ์อย่างไร ถ้ารูปลักษณ์ภายนอกของพระเยซูสำคัญถึงเพียงนั้น พระเจ้าคงจะทรงให้คำบรรยายลักษณะของพระองค์อย่างละเอียดไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลแล้วไม่ใช่หรือ?...

ในชีวิตจริง พระเยซูไม่น่าจะมีรูปลักษณ์เหมือนกับภาพใด ๆ ของพระองค์ที่เราเคยเห็น เพราะรูปลักษณ์ของพระองค์ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย… พระเยซูไม่ได้ทรงมุ่งหมายให้คนจดจำพระองค์ได้จากรูปลักษณ์ภายนอก นี่คือคำบรรยายถึง พระเมสสิยาห์ ผู้จะเสด็จมา จากผู้เผยพระวจนะอิสยาห์

เพราะท่านจะเจริญขึ้นต่อพระพักตร์พระองค์อย่างต้นไม้อ่อน และเหมือนรากแตกหน่อมาจากพื้นดินแห้ง ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม และเมื่อเราทั้งหลายจะมองท่าน ไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน
( หนังสืออิสยาห์ 53:2 )

พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เรากราบไหว้รูปเคารพของสิ่งใด ๆ แต่พระองค์ทรงต้องการให้เรารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก และพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเราได้ เราไม่จำเป็นต้องมีสิ่งของใด ๆ หรือต้องเห็นรูปใด ๆ เพื่อจะพูดคุยกับพระองค์และอยู่กับพระองค์ ทั้งคนจนและคนรวย ทั้งคนที่มีสุขภาพดีและคนพิการ ทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้อย่างเท่าเทียมกัน

ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก
( 1 ยอห์น 4:8 )
เราทั้งหลายจึงรู้และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น
( 1 ยอห์น 4:16 )

เราเชิญพระเจ้าให้สถิตอยู่กับเราตลอดไป และไม่มีสิ่งใดสามารถแยกเราออกจากพระองค์ได้

3. อย่าออกพระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร

อย่าออกพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอย่างไร้ประโยชน์ เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไร้ประโยชน์นั้น พระเยโฮวาห์จะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้
( หนังสืออพยพ 20:7 )

คำว่า "พระนาม" ในบริบทนี้หมายถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียง เป็นเรื่องง่ายมากที่จะตีความและเข้าใจองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราผิดไป ถ้าเราได้ยินคำพูดอย่าง "สาบานต่อพระเจ้า…" หรือ "โอ้พระเจ้า นี่มัน…" "พระเจ้าทำแบบนี้กับฉัน…" "พระเจ้าเป็นเรื่องโกหกจากนิทาน" อยู่เรื่อย ๆ หรือเราเองใช้พระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร แม้จะพูดไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม เราก็จะสูญเสียความหมายของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์และทรงฤทธานุภาพ และพร้อมกันนั้นเราก็จะสูญเสียความหวังที่จะพบพระองค์

อย่าปฏิญาณออกนามของเราเป็นความเท็จ หรือกระทำให้พระนามพระเจ้าของเจ้าเป็นที่เหยียดหยาม เราคือพระเยโฮวาห์
( หนังสือเลวีนิติ 19:12 )
พระเยโฮวาห์จอมโยธาตรัสว่า เราส่งคำสาปนั้นออกไป และคำนั้นจะเข้าไปในเรือนของโจร และในเรือนของคนที่ปฏิญาณเท็จโดยออกนามของเรา และคำนี้จะค้างคืนอยู่ในเรือน ผลาญเรือนนั้นเสียทั้งตัวไม้และศิลา"
( เศคาริยา 5:4 )

4. จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับวันสะบาโตในพระคัมภีร์?

ยิ่งกว่านั้นอีก เราได้ให้สะบาโตของเราแก่เขา เป็นหมายสำคัญระหว่างเราและเขาทั้งหลาย เพื่อเขาจะทราบว่าเราคือพระเยโฮวาห์ เป็นผู้กระทำให้เขาบริสุทธิ์
( เอเสเคียล 20:12 )
และอย่าหาบหามของของเจ้าออกจากบ้านในวันสะบาโต หรือกระทำงานใดๆ แต่จงรักษาวันสะบาโตไว้ให้บริสุทธิ์ ดังที่เราได้บัญชาบรรพบุรุษของเจ้าไว้ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เชื่อฟังหรือเงี่ยหูฟัง แต่กระทำคอของเขาทั้งหลายให้แข็ง เพื่อจะไม่ได้ยินและไม่รับคำสั่งสอน พระเยโฮวาห์ตรัสว่า ต่อมาถ้าเจ้าเชื่อฟังเรา และไม่นำภาระใดๆเข้ามาทางประตูเมืองนี้ในวันสะบาโต แต่รักษาวันสะบาโตให้บริสุทธิ์ และไม่กระทำงานในวันนั้น
( เยเรมีย์ 17:22-24 )

และข้อนี้

ถ้าเจ้าหยุดเหยียบย่ำวันสะบาโต คือจากการทำตามใจของเจ้าในวันบริสุทธิ์ของเรา และเรียกสะบาโตว่า วันปีติยินดี และเรียกวันบริสุทธิ์ของพระเยโฮวาห์ว่า วันมีเกียรติ ถ้าเจ้าให้เกียรติมัน ไม่ไปตามทางของเจ้าเอง หรือทำตามใจของเจ้า หรือพูดถ้อยคำของเจ้าเอง
( หนังสืออิสยาห์ 58:13 )

วันสะบาโตถูกประทานแก่เราเพื่อให้เราได้พักจากกิจวัตรประจำวัน ไม่ต้องกังวลเรื่องต่าง ๆ หรืองานที่ต้องทำ และให้จิตใจของเราได้เป็นอิสระจากภาระของโลกนี้… อย่างไรก็ตาม เราได้ใช้วันสะบาโตอย่างผิด ๆ มาหลายพันปีแล้วอย่างแน่นอน… พระบัญญัติที่ควรจะช่วยให้เราปลดภาระออกจากจิตใจและเปิดทางไปสู่พระเจ้าให้โล่ง กลับถูกผู้คนใช้เป็นเครื่องมือลงโทษผู้อื่น

ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีคอยดูพระองค์ว่า พระองค์จะทรงรักษาเขาในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อจะหาเหตุฟ้องพระองค์ได้
( ลูกา 6:7 )

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น นี่ไม่ใช่วันที่เราจะแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองหรือธุรกิจของเรา แล้วเราควรทำอย่างไรเมื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือจากเราในวันที่เราทำงานไม่ได้?

แล้วพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราจะถามท่านทั้งหลายว่า ในวันสะบาโตถูกต้องตามพระราชบัญญัติทำการดีหรือทำการร้าย จะช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตเสียดี"
( ลูกา 6:9 )
พระองค์จึงทอดพระเนตรดูทุกคนโดยรอบ แล้วตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า "จงเหยียดมือออกเถิด" เขาก็กระทำตาม และมือของเขาก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง
( ลูกา 6:10 )

ให้เรารักษาวันเสาร์ไว้เป็นวันที่เราจะไม่ทำงานหรือแสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ให้ตนเอง แต่แม้ในวันเสาร์ เราก็จะไม่หลีกเลี่ยงงานหากงานนั้นช่วยเหลือผู้อื่นได้

5. จงนับถือบิดามารดาของเจ้า

เมื่อเราโตขึ้น บทบาทและส่วนของพ่อแม่ในชีวิตของเราก็น้อยลง ตอนนี้ที่เราโตขึ้นแล้ว เราเข้าใจดีขึ้นว่าพ่อแม่ของเราพูดถูกจริง ๆ เมื่อท่านสอนอะไรบางอย่างแก่เรา แต่เราต้องใช้เวลาหลายปีเท่ากับช่วงอายุที่ห่างกันระหว่างท่านกับเรากว่าจะเข้าใจสิ่งนั้น และบัดนี้เมื่อท่านแก่ตัวลง การเดิน การนอน หรือแม้แต่การหายใจก็ยากขึ้นสำหรับท่าน และเสียงหัวเราะของลูก ๆ ที่ท่านชอบฟัง ก็ได้ย้ายออกจากบ้านไปพร้อมกับลูก ๆ เหลือท่านไว้ตามลำพัง และเราก็ยังตามหลังอยู่หลายปีกว่าจะเข้าใจความทุกข์โศกของท่าน

พระเจ้าทรงรักเรา แต่พระองค์ก็ทรงรักพ่อแม่ของเราด้วย และทรงต้องการให้ท่านอยู่ดีมีสุข ดังนั้นให้เราช่วยพระองค์ และมอบความรักสักเล็กน้อยให้กับผู้ที่เคยมอบความรักแก่เราอย่างเต็มเปี่ยม และช่วยให้วัยชราของท่านสดใสขึ้นบ้างแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นวัยที่ไม่ช้าเราเองก็จะต้องพบ

ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธความเชื่อเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก
( 1 ทิโมธี 5:8 )

6. อย่าฆ่าคน

เราไม่มีอะไรจะเพิ่มเติมมากนักในข้อนี้ นอกจากว่าเราไม่ควรฆ่าเพียงแค่ทางกายเท่านั้น แต่ทางจิตวิญญาณด้วย ตรงกันข้าม เราต้องรักเพื่อนบ้านของเรา รวมทั้ง ศัตรูของเราด้วย ให้กำลังใจพวกเขาและช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

7. อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา

ในข้อนี้เราขอยกพระดำรัสของพระเยซูเอง

ท่านทั้งหลายได้ยินว่ามีคำกล่าวในครั้งโบราณว่า `อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา' ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวหลงผิด จงควักออกและโยนมันทิ้งเสียจากท่าน เพราะว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านมากกว่าที่จะเสียอวัยวะไปอย่างหนึ่ง แต่ทั้งตัวของท่านไม่ต้องถูกทิ้งลงในนรก และถ้ามือข้างขวาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงตัดออกและโยนมันทิ้งเสียจากท่าน เพราะว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านมากกว่าที่จะเสียอวัยวะไปอย่างหนึ่ง แต่ทั้งตัวของท่านไม่ต้องถูกทิ้งลงในนรก
( มัทธิว 5:27-30 )

และจากอัครทูตเปาโล

เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า คือให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์ เว้นเสียจากการล่วงประเวณี เพื่อให้ทุกคนในพวกท่านรู้จักที่จะรักษาภาชนะของตนในทางบริสุทธิ์ และในทางที่มีเกียรติ มิใช่ด้วยราคะตัณหาเหมือนอย่างคนต่างชาติที่ไม่รู้จักพระเจ้า เพื่อไม่ให้ผู้ใดทำล่วงเกินและลักลอบต่อพี่น้องในเรื่องใดๆเลย เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสนองโทษต่อบรรดาคนที่กระทำอย่างนั้น เหมือนอย่างที่เราได้บอกไว้ก่อนแล้วและได้เป็นพยานแล้วด้วย
( 1 เธสะโลนิกา 4:3-6 )

8. อย่าลักทรัพย์

อย่าขโมยสิ่งของใด ๆ อย่าแย่งชิงแฟนของคนอื่น อย่าขโมยสิทธิในเสรีภาพ หรือที่ยืนใต้ฟ้าของผู้ใด…

อย่าประวิงค่าจ้างของคนที่ท่านจ้างมา

เจ้าอย่าฉ้อโกงเพื่อนบ้านหรือปล้นเขา อย่าให้ค่าจ้างของลูกจ้างค้างอยู่กับเจ้าจนถึงรุ่งเช้า
( หนังสือเลวีนิติ 19:13 )

และจงจำไว้

คลังทรัพย์ชั่วร้ายไม่เป็นกำไร แต่ความชอบธรรมช่วยให้พ้นจากความตาย
( สุภาษิต 10:2 )
คนขโมย คนโลภ คนขี้เมา คนปากร้าย คนฉ้อโกง จะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก
( 1 โครินธ์ 6:10 )

9. อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน

หรือพูดสั้น ๆ ก็คือ อย่าโกหก… อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเราคิดว่ามีใครบางคนทำผิดอย่างเห็นได้ชัด แล้วเราก็เติมคำพูดมากเกินกว่าที่เราได้เห็นหรือได้ยินจริง ซึ่งทำลายชีวิตของคนคนหนึ่งได้ พระเจ้าทรงเตือนเราเรื่องนี้

คนใดที่เป็นพยานเท็จกล่าวโทษเพื่อนบ้านของเขา ก็เหมือนกระบองศึก หรือดาบ หรือลูกธนูที่คม
( สุภาษิต 25:18 )
พยานเท็จจะไม่รับโทษหามิได้ และบุคคลที่เปล่งคำมุสาจะพินาศ
( สุภาษิต 19:9 )
เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย และ`จงต่างคนต่างพูดความจริงกับเพื่อนบ้าน' เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน
( เอเฟซัส 4:25 )
"อย่านำเรื่องเท็จไปเล่าต่อๆกัน อย่าร่วมมือเป็นพยานใส่ร้ายกับคนชั่ว
( หนังสืออพยพ 23:1 )

10. จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

จากพันธสัญญาเดิม เราเห็นมุมมองที่เรียบง่ายของพระบัญญัติข้อนี้

อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือวัว ลาของเขา หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน"
( หนังสืออพยพ 20:17 )
เจ้าอย่าแก้แค้นหรือผูกพยาบาทลูกหลานญาติพี่น้องของเจ้า แต่เจ้าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง เราคือพระเยโฮวาห์
( หนังสือเลวีนิติ 19:18 )

แต่ดังที่เรารู้แล้วจากพระเยซู พระบัญญัติข้อนี้เป็นรากฐานของธรรมบัญญัติ ซึ่งเปาโลก็ได้เตือนให้ระลึกถึงเช่นกัน

เพราะว่า พระราชบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า `จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง'
( กาลาเทีย 5:14 )

เราไม่อาจประเมินความสำคัญของพระบัญญัติข้อนี้สูงเกินไปได้เลย และในขณะเดียวกันก็เป็นข้อที่ทำตามได้ยาก ให้เราใส่ใจคนรอบข้าง อย่าหันหลังให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ การได้ช่วยเหลือผู้ที่ขัดสนเป็นพระพร

เป็นธรรมชาติของเราที่จะมองดูความมั่งคั่งของโลกนี้ ข่าวสารของโลกนี้มุ่งไปที่คนที่ประสบความสำเร็จ คนร่ำรวย หุ้นและตลาด… การติดตามสิ่งเหล่านี้นำความกังวล ความอิจฉา และความใจร้อนมาสู่เรา และทำให้เราแห้งเหี่ยว และนั่นไม่ใช่ที่ที่เพื่อนบ้านของเราอยู่ เพื่อนบ้านของเราไม่ได้อยู่ในข่าว พวกเขามักเป็นคนยากจนที่ขอบคุณอย่างแท้จริงสำหรับอาหารที่ได้รับ เพราะพวกเขาไม่ค่อยได้รับมากนัก พวกเขาขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับชีวิตอีกหนึ่งวันของลูกที่กำลังจะตาย พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าสำหรับเพื่อนใหม่ที่ได้พบ เพราะผู้คนมักหลีกเลี่ยงพวกเขา พวกเขามีความสุขได้จากคำหนุนใจเพียงคำเดียว เพราะพวกเขาแทบไม่เคยได้รับคำเช่นนั้นในคุกที่บางคนในพวกเขาอยู่ เพราะพระเจ้าของเราทรงสถิตอยู่กับคนเหล่านี้ และกับผู้ที่ห่วงใยคนรอบข้างด้วย

บุคคลที่เอ็นดูคนยากจนก็ให้พระเยโฮวาห์ทรงยืม และพระองค์จะทรงตอบแทนแก่การกระทำของเขา
( สุภาษิต 19:17 )

การช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่ขัดสนคือสิ่งที่เติมเต็มความว่างเปล่าภายในตัวเรา และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น

ลองมองไปรอบ ๆ ตัวเรา เราจะเห็นเพื่อนร่วมงาน สมาชิกในครอบครัว เพื่อนบ้าน และคนยากจนตามท้องถนน ถ้าเราช่วยเหลือคนเหล่านี้ที่อยู่รอบตัวเรา เราก็กำลังช่วยพระเจ้า

35เพราะว่าเมื่อเราหิว ท่านทั้งหลายก็​ได้​จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็​ให้​เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็​ได้​ต้อนรับเราไว้ 36เราเปลือยกาย ท่านก็​ได้​ให้​เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วย ท่านก็​ได้​มาเยี่ยมเรา เมื่อเราต้องจำอยู่ในคุก ท่านก็​ได้​มาเยี่ยมเรา’ 37เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลพระองค์​ว่า ‘​พระองค์​เจ้าข้า ที่​ข้าพระองค์​เห​็นพระองค์ทรงหิว และได้จัดมาถวายแด่​พระองค์​แต่​เมื่อไร หรือทรงกระหายน้ำ และได้ถวายให้​พระองค์​ดื่มแต่​เมื่อไร 38ที่​ข้าพระองค์​ได้​เห​็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า และได้ต้อนรับพระองค์​ไว้​แต่​เมื่อไร หรือเปลือยพระกาย และได้สวมฉลองพระองค์​ให้​แต่​เมื่อไร 39ที่​ข้าพระองค์​เห​็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในคุก และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่​เมื่อไร​’ 40แล​้วพระมหากษั​ตริ​ย์จะตรัสตอบเขาว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้​ถึงแม้​จะต่ำต้อยเพียงไร ก็​เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย’
( มัทธิว 25:35-40 )
เหตุฉะนั้น สิ่งสารพัดซึ่งท่านปรารถนาให้มนุษย์ทำแก่ท่าน จงกระทำอย่างนั้นแก่เขาเหมือนกัน เพราะว่าพระราชบัญญัติและคำของศาสดาพยากรณ์สอนดังนั้น
( มัทธิว 7:12 )
แต่เราบอกท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ว่า จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน
( ลูกา 6:27 )

นี่คือพระบัญญัติสิบประการ คำสั่งสอนง่าย ๆ สิบข้อที่พระเจ้าประทานแก่เราเมื่อนานมาแล้ว ประทานแก่เราจากพระองค์ผู้ทรงรักและห่วงใยเรา พระบัญญัติสิบประการเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้เราเริ่มปฏิบัติตามตั้งแต่บัดนี้ และเพื่อจะเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าพระคริสต์ทรงเป็นใคร พระองค์ผู้ทรงสำแดงให้เราเห็นความหมายที่แท้จริงของธรรมบัญญัติและชีวิตที่ปราศจากบาป

เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้อ่านพระกิตติคุณในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งกล่าวถึงพระชนม์ชีพ การสิ้นพระชนม์ และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ รวมถึงชีวิตของพระองค์บนโลกนี้

และด้านล่างนี้เป็นข้อความบางตอนจากทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ที่สามารถช่วยให้เราปรับชีวิตของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ผู้ใดละเมิดและไม่อยู่ในพระโอวาทของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่มีพระเจ้า ผู้ใดอยู่ในพระโอวาทของพระคริสต์ ผู้นั้นก็มีทั้งพระบิดาและพระบุตร
( 2 ยอห์น 1:9 )
ดุจดังเป็นบุตรที่เชื่อฟัง ขออย่าได้ประพฤติตามราคะตัณหาอย่างที่เกิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน แต่พระองค์ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ฉันใด ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์ในบรรดาการประพฤติทุกอย่างด้วยฉันนั้น
( 1 เปโตร 1:14-15 )
และจงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชับท่านแล้ว เพื่อท่านจะได้ประพฤติตามอย่างที่สมควรต่อหน้าคนเหล่านั้นที่อยู่ภายนอก และเพื่อท่านจะไม่ขาดสิ่งใดเลย
( 1 เธสะโลนิกา 4:11-12 )

สิ่งหนึ่งที่ยากที่สุดคือการเข้าใจว่าแท้จริงแล้วทรัพย์สมบัติของเรามีไว้เพื่ออะไร…

ดูเถิด ที่บรรดาชนชาติทำงานก็เพื่อแก่ไฟ และที่ชนชาติทั้งหลายทำจนเหน็ดเหนื่อยก็เพื่อแก่การไร้สาระ มิได้เป็นเช่นนี้เพราะพระเยโฮวาห์จอมโยธาดอกหรือ เพราะว่าพิภพจะเต็มไปด้วยความรู้ในเรื่องสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ดังน้ำที่เต็มทะเล
( ฮาบากุก 2:13-14 )
เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด ส่วนคนเหล่านั้นที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในการทดลองและติดบ่วงแร้ว และในตัณหาหลายอย่างอันโฉดเขลาและเป็นภัยแก่ตัว ซึ่งทำให้คนเราต้องจมลงถึงความพินาศเสื่อมสูญไป ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นก็เป็นรากแห่งความชั่วทุกอย่าง และบางคนที่ได้โลภเงินทองจึงได้หลงไปจากความเชื่อนั้น และความทุกข์เป็นอันมากจึงทิ่มแทงตัวของเขาเองให้ทะลุ
( 1 ทิโมธี 6:7-10 )

จงถ่อมใจ และอย่าคิดว่าตนเองสูงส่ง

อย่าเอาตัวเจ้าขึ้นมาข้างหน้าต่อพระพักตร์กษัตริย์ หรือยืนอยู่ในที่ของผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะที่จะให้เขาว่า "เชิญขึ้นมาที่นี่" ก็ดีกว่าถูกไล่ลงไปที่ต่ำต่อหน้าเจ้านายผู้ซึ่งตาของเจ้าได้เห็นแล้ว
( สุภาษิต 25:6-7 )
ที่จะกินน้ำผึ้งมากก็ไม่ดี ฉะนั้นจึงเป็นการไร้เกียรติเมื่อใครเสาะหาเกียรติสำหรับตนเอง
( สุภาษิต 25:27 )
"บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย ต้นเถาองุ่นวิเศษกว่าต้นไม้อื่น และวิเศษกว่าไม้กิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกล่างต้นไม้ในป่าหรือ เขาเอาไม้ต้นเถาองุ่นไปทำอะไรบ้างหรือ คนเอาไปทำขอสำหรับแขวนภาชนะอันใดหรือ ดูเถิด เขาใช้เป็นฟืนใส่ไฟ เมื่อไฟไหม้ปลายทั้งสองแล้ว กลางก็เป็นถ่าน จะใช้ประโยชน์อะไรได้หรือ ดูเถิด เมื่อมันยังดีอยู่ก็มิได้ใช้ประโยชน์อะไร เมื่อถูกไฟไหม้เป็นถ่านแล้วยิ่งมีประโยชน์น้อยลง จะใช้ทำอะไรได้บ้างเล่า
( เอเสเคียล 15:2-5 )
แต่พระองค์ได้ทรงประทานพระคุณเพิ่มขึ้นอีก เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า `พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่พระองค์ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม' เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับพญามาร และมันจะหนีไปจากท่าน ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะสถิตอยู่ใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจเอ๋ย จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์
( ยากอบ 4:6-8 )
แต่พี่น้องทั้งหลาย เราขอเตือนสติพวกท่านให้ตักเตือนคนที่เกะกะ หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่อ่อนกำลัง และมีใจอดเอาเบาสู้ต่อคนทั้งปวง ระวังให้ดีอย่าให้คนใดทำชั่วตอบแทนการชั่วต่อคนอื่น แต่จงหาทางทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย
( 1 เธสะโลนิกา 5:14,15,18 )
พี่น้องทั้งหลาย ท่านอย่าอ่อนใจที่จะกระทำการดีเลย
( 2 เธสะโลนิกา 3:13 )
หกสิ่งเหล่านี้พระเยโฮวาห์ทรงเกลียด เออ มีเจ็ดสิ่งเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระองค์ ตายโส ลิ้นมุสา และมือที่ทำโลหิตไร้ผิดให้ตก จิตใจที่คิดแผนงานชั่วร้าย เท้าซึ่งรีบวิ่งไปสู่ความร้าย พยานเท็จซึ่งพูดมุสา และคนผู้หว่านความแตกร้าวท่ามกลางพวกพี่น้อง
( สุภาษิต 6:16-19 )
ตาเป็นประทีปของร่างกาย เหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านดี ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย
( มัทธิว 6:22 )
เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนอันถูกต้องไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง ตามความปรารถนาของตนเอง
( 2 ทิโมธี 4:3 )
แต่จงหลีกเสียจากปัญหาโฉดเขลาที่เถียงกัน จากการลำดับวงศ์ตระกูลและการเถียง และการทะเลาะกันเรื่องพระราชบัญญัติ เพราะว่าการอย่างนั้นไร้ประโยชน์และไม่เป็นเรื่องเป็นราว
( ทิตัส 3:9 )
อย่าประพฤติตามอย่างชาวโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้าว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม
( หนังสือโรม 12:2 )
เพราะเหตุนี้เองท่านจงอุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม เอาความเหนี่ยวรั้งตนเพิ่มความรู้ เอาความอดทนเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน เอาการที่เป็นอย่างพระเจ้าเพิ่มความอดทน เอาความรักฉันพี่น้องเพิ่มการที่เป็นอย่างพระเจ้า และเอาความรักคนทั่วไปเพิ่มความรักฉันพี่น้อง
( 2 เปโตร 1:5-7 )
อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนัง และตัณหาของตา และความเย่อหยิ่งในชีวิตไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา แต่เกิดมาจากโลก และโลกกับสิ่งที่ยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์
( 1 ยอห์น 2:15-17 )

และจงจำไว้ว่า ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด จงทำโดยมีพระเจ้าอยู่ในใจของท่าน

ถ้าพระเยโฮวาห์มิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระเยโฮวาห์มิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า เป็นการเหนื่อยเปล่าที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด นอนดึก และกินอาหารแห่งความเศร้าโศก เพราะพระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์ให้หลับสบาย
( เพลงสดุดี 127:1-2 )
พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ KJV (KJV)